’20 ข้’อ หลังเกมหงส์คว้าสามแต้มในบ้าน รั่งจ่าฝูงต่อไปของลีกต่อไป

ผมรู้สึกแปลกใจทีเดียวครับ ที่ Topic ที่แฟนหงส์แดงถกเถียงกัน หลังจบเกมชนะเบิร์นลีย์ 3-0 กลายเป็นประเด็นดราม่า ของซาดิโอ มาเน่ กับ โม ซาลาห์ ทั้งๆที่รูปเกมลิเวอร์พูลสวยงามขนาดนี้ เอาชนะเกมยากๆ ด้วยสกอร์ขาดลอย แต่กลับมีคนสนใจฟอร์มในสนามน้อยกว่าเรื่องมาเน่ กับ ซาลาห์ เสียอีก มีอะไรที่น่าสนใจ ที่เราเห็นในเกมนี้บ้าง และตัวแอดมิน คิดอย่างไรกับประเด็นมาเน่-ซาลาห์ นี่คือบทสรุป 20 ข้อ ที่สนามเทิร์ฟมัวร์

ชุดที่ดีที่สุด ไลน์อัพตัวจริง (ไม่นับผู้รักษาประตู) คือชุดที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูล นี่คือชุดที่เจอร์เก้น คล็อปป์ใช้ในนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เพราะเป็นทีมที่ดีที่สุด ลงตัวที่สุด สมดุลมากทั้งเกมรุก และเกมรับ ถ้าเทียบ 11 ตัวจริง ลิเวอร์พูลเป็นต่อเยอะมากแต่แรกในหน้าเสื่ออยู่แล้ว เรตราคาโต๊ะบอล หงส์ต่อถึงลูกครึ่งแน่ะ ผิดพลาดแล้วเริ่มใหม่ ก่อนเกมจุดที่ผมสนใจที่สุด คือลิเวอร์พูลจะไม่เสียประตูได้หรือไม่ เพราะคล็อปป์ออกมาตำหนิลูกทีมตั้งแต่วีกที่แล้ว ว่า “ปิดเกมไม่เป็น” สามเกมแรก ลิเวอร์พูลนำคู่แข่งตลอด แต่มาเสียประตูช่วงครึ่งหลังทุกที มันแสดงให้เห็นถึงการขาดสมาธิ ซึ่งคนอย่างคล็อปป์เมื่อประกาศแล้วว่าไม่พอใจอะไรสักอย่าง ผมคิดว่าเขาต้องปรับปรุงให้มันดีขึ้นแน่นอน

เบิร์นลีย์ขาดการเข้าทำที่หลากหลาย จุดอ่อนของเบิร์นลีย์เกมนี้ คือพวกเขาขาดความหลากหลายในการเข้าทำ การบุกของเบิร์นลีย์ เดาได้ง่าย และใช้วิธีเดียว คือการวางบอลยาวมาจากแดนหลัง แล้วให้กองหน้าคริส วู้ด กับ แอชลีย์ บาร์นส์ ควบไปเอาบอลหงส์มาพลาดครั้งเดียว ตอนยังไม่รู้ว่าเบิร์นลีย์เล่นแบบไหน ในนาทีที่ 2 แมทธิว โลว์ตัน แบ็กขวา วางบอลยาวถึงคริส วู้ด ล็อกหลบฟาน ไดค์ แต่ยิงติดเซฟอาเดรียน จากนั้นมา หงส์ไม่พลาดอีกเลย การวางบอลยาวจากแดนหลังทุกครั้งโดนดักได้หมด เบิร์นลีย์ยิงตรงกรอบอีกครั้ง คือนาทีที่ 89

ไม่นับเครดิตลูกยิงของเทรนด์ ประตูนำ 1-0 ของลิเวอร์พูล มีคนถามว่าให้เครดิตกับเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ เรื่องการยิงแฉลบเข้า เคยมีดีเบทกันแล้วครับว่า แบบไหนจะนับเป็นประตู แบบไหนไม่นับ วิธีที่ใช้ดูคือ จังหวะยิงของฝ่ายรุก วิถีบอลมันเข้ากรอบหรือไม่ ถ้าบอลมันเข้ากรอบอยู่แล้ว ก็เป็นเครดิตของคนยิง แต่ถ้าบอลมันไม่เข้ากรอบแล้วเปลี่ยนทางเข้า จะเป็น Own Goal ซึ่งลูกนี้ ก็มีการดูรีเพลย์ทุกมุมแล้ว ปรากฏว่า ลูกครอสของเทรนต์ ถ้าไม่แฉลบคริส วู้ด วิถีจะหลุดกรอบ ดังนั้นเลยกลายเป็น Own Goal ไป

กองหลังประมาทเกินไป สิ่งที่เราเห็นจากประตู 2-0 คือ สไตล์การต่อบอลสั้นขึ้นมาจากแดนหลัง มันทำได้ยาก ไม่ใช่ทุกทีมที่จะเป็นเหมือนลิเวอร์พูล หรือแมนฯซิตี้ วิธีการเล่นแบบนี้ ถ้าเซ็นเตอร์จ่ายบอลไม่เก่ง ไม่แม่น มีสิทธิโดนสวนโป้งเดียวจอดเลย เบน มี อาจเด่นลูกกลางอากาศ แต่พอมาเล่นบอลสั้นบนพื้น ก็อย่างที่เราเห็น คือน้ำหนักบอลของเขาเบาเกินไป จนโดนฟีร์มีโน่ตัดได้ ก่อนจ่ายให้มาเน่ ยิงเข้าไป

คนละชั้นของเซ็นเตอร์แบ็ค เปอร์เซ็นต์จ่ายบอลเข้าเป้า ของคู่เซ็นเตอร์ทั้ง 2 ทีม เราก็จะพอเห็นถึงประสิทธิภาพในการเล่นลูกสั้น เบน มี (64.5%) กับ เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ (57.1%) เทียบกับ ฟาน ไดค์ (83.8%) และ มาติป (66.1%) จะเห็นว่าคู่เซ็นเตอร์ของหงส์แดง จ่ายบอลได้ชัวร์กว่า และส่งผลให้การเล่นต่อบอลสั้นๆ จากแดนหลังทำได้เนียนกว่าด้วย

รู้ใจกัน จุดที่น่าสนใจอีกอย่างของประตู 2-0 คือจังหวะสวนของหงส์ เราเห็นเลยว่า 2 แนวรุก รู้งานของตัวเองอย่างดี มาเน่สปรินท์ซ้าย ซาลาห์ สปรินท์ขวา เป็นสองตัวเลือกให้ฟีร์มีโน่จะจ่ายใครก็ได้ นี่เป็นข้อดีของการเอาคนถนัดขวามายืนซ้าย เอาคนถนัดซ้ายมายืนขวา เพราะพอจ่ายบอลปั๊บ ก็เอี้ยวตัวยิงได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาแต่งบอล

สงครามน้ำลายกันบ้าง ในเกมนี้ มีการจับภาพคล็อปป์ กับ ฌอน ไดช์ หลายครั้ง นั่นเพราะสองคนนี้เคยมีดราม่ากันมาก่อนเมื่อซีซั่นที่แล้ว ที่คล็อปป์วิจารณ์เบิร์นลีย์ว่าเล่นฟุตบอลหนักเกินจำเป็น จนทำให้โจ โกเมซ เจ็บยาว ซึ่งฌอน ไดช์ก็สวนว่า ไม่เห็นจะหนักตรงไหน และจวกลิเวอร์พูลกลับอีก ว่าแดเนียล สเตอร์ริดจ์ แกล้งพุ่งล้มต่างหาก อย่างไรก็ตาม นัดนี้ทั้งคู่ไม่มีความขัดแย้งอะไรกันแล้ว เป็นเรื่องของการดวลกันในสนามแบบเพียวๆ

กองหลังรู้ความรับผิดชอบ นัดนี้ผมชอบการเคลื่อนที่ของฟาบินโญ่มากจริงๆ ถ้าเราสังเกต บางครั้ง ฟาน ไดค์ กับ มาติป จะกระชากบอลขึ้นมาเองเลย จากฝั่งตัวเอง ซึ่งคู่แข่งก็จะเซอร์ไพรส์ อะไรวะ เซ็นเตอร์แบ็กลุยเองเนี่ยะนะแบบนี้ก็ได้หรอ การยืนของฟาบินโญ่ ทันทีที่เซ็นเตอร์วิ่งขึ้นไป เขาจะถอยลงมาสลับตำแหน่ง เป็นเซ็นเตอร์แทนทันที ถ้าฟาน ไดค์ขึ้น ฟาบินโญ่จะยืนคู่มาติป ถ้ามาติปขึ้น ฟาบินโญ่จะยืนคู่ฟาน ไดค์ มันทำให้ Shape ของหงส์แดงไม่เสียทรง คือแบ็กโฟร์ยังคงอยู่ตลอด ไม่ปล่อยให้คู่แข่งโต้กลับได้ง่ายๆ เขาเรีกยกว่าซ้อนตำแหน่งกัน

หงส์เก็บคลีนชีสได้แล้ว ในครึ่งหลัง พอลิเวอร์พูลได้ประตู 3-0 อยากเห็นว่าหงส์จะปิดเกมอย่างไร จะโดนยิงท้ายเกมอีกครั้งหรือไม่ แต่คราวนี้ลิเวอร์พูลเก๋าขึ้นแล้ว มีดึงช้าลง ไม่มีช่องก็ไม่บุก กะปิดเกมให้ได้ มีพลาดจริงๆหนเดียวคือจังหวะที่อ็อกซ์ จับบอลไม่ดีโดนแอชลีย์ เวสต์วู้ดตัดได้ แล้วจ่ายเร็วให้เจย์ โรดริเกวซ แต่ยิงไปติดบล็อคของอาเดรียน ซึ่งนอกเหนือจากช็อตนี้ หงส์ก็ไม่โดนเบิร์นลีย์คุกคามอีกเลย

บ็อบบี้ตัวสำคัญในแนวรุก สำหรับคนที่เล่นดีที่สุด นอกเหนือจากฟาบินโญ่ ที่คุมจังหวะในแดนกลางได้ดีมากๆ ผมว่า ยังไงก็ต้องยกเครดิตให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โดยเกมนี้ฟีร์มีโน่เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ด้วย ซึ่งก็ไม่แปลก ยิง 1 จ่าย 1 วิ่งปั่นป่วนทั่วสนาม เล่นดีทั้งเกมรุก และเกมรับ คืออย่างที่ผมเคยบอกไว้หลายครั้ง ในเกมรุกของหงส์ ถ้าขาดมาเน่ หรือ ซาลาห์ คนใดคนหนึ่งยังพอไหว เพราะมีโอริกี้ กับชาคิรี่ลงแทนได้ แต่กับฟีร์มีโน่ เป็นตัวที่ขาดไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครสามารถทดแทนได้จริงๆ ในนาทีนี้ แม้จะเอากองหน้าที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็ไม่สามารถรู้ใจกันได้เท่าเฟอร์มิโน่อีกแล้ว

พัฒนาจากความผิดพลาดในเกมเจอกับเบิร์นลีย์ สิ่งสำคัญที่ผมเห็นหลังจบเกม คือพัฒนาการของลิเวอร์พูลในการเจอเบิร์นลีย์ โดยตั้งแต่คล็อปป์คุมทีมเขาเยือนสนามเทิร์ฟมัวร์มาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งแรก แพ้ 2-0 ทั้งๆที่ครองบอลมากถึง 80.4% ครั้งที่ 2 ชนะ 2-1 ได้ประตูชัยนาทีสุดท้ายจากรักนาร์ คลาวาน ครั้งที่ 3 ชนะ 3-1 ก็เหนื่อยอีก คือเกือบจะโดนยิงหลายต่อหลายหน แต่ได้อลิสซอนช่วยชีวิต

ก่อนที่จะได้ชาคิรี่มายิงย้ำชัยช่วงทดเจ็บ แต่ครั้งนี้ที่เพิ่งจบไป ลิเวอร์พูลชนะในเกมที่เพอร์เฟ็กต์ ครองบอลได้ 63.1% ทั้งๆที่เป็นทีมเยือน และปล่อยให้เบิร์นลีย์ได้ยิงตรงกรอบแค่ 2 ครั้ง มันแตกต่างจากที่แล้วมาอย่างชัดเจนมากๆ เหมือนว่าลิเวอร์พูลยกระดับของตัวเองขึ้นมาแล้ว ชนะได้โดยไม่เหนื่อยเลย

เรื่องอารมณ์ในสนามคือความกระหาย มันเป็นเรื่องปกติ ขณะที่ประเด็นของซาดิโอ มาเน่ ที่ระเบิดอารมณ์หลังโดนเปลี่ยนตัว อันนี้ไม่ต้องสืบเลยว่า เขาไม่พอใจโม ซาลาห์นั่นแหละที่ไม่ยอมส่งบอลให้ทั้งๆที่ยืนอยู่โล่งๆ อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้มันเกิดกันได้ เวลาเราเล่นฟุตบอล เราต้องเคยเจอเพื่อนบางคนที่มันเลี้ยงเอง ยิงเอง ไม่ส่งสักที จนเราก็คิด เอาลูกไปเลี้ยงที่บ้านเลยปะวะ แต่ถามว่าเราเกลียดมันไหม คำตอบก็คือไม่ ในเคสของมาเน่ กับ ซาลาห์ มันก็เป็นแค่อารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาเท่านั้น

มาเน่กับซาลาห์เขารักกันสุดๆๆ มาเน่นั้นไม่เคยเกลียดซาลาห์นะครับ ตอนซาลาห์ชนะรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแอฟริกา มาเน่คือคนแรกเลยที่แสดงความยินดีด้วย ขณะที่เรื่องจุดโทษที่เคยเป็นประเด็นกัน มาเน่ ก็ยังยกให้ซาลาห์เป็นคนยิงมือ 1 แม้แต่ตอนที่มาเน่จะเปลี่ยนเสื้อจากเบอร์ 19 เป็นเบอร์ 10 มีข่าวว่าเขาคุยกับซาลาห์ก่อนด้วยซ้ำ ว่าสนใจจะเอาเบอร์ 10 ไหม

ต้องระเบิดอารมณ์ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้น ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพียงแต่ช็อตนี้ผมว่า มาเน่ ก็แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมซาลาห์ไม่ยอมส่งเท่านั้น ทั้งๆที่เขายืนอยู่โล่งๆ ซึ่งในซีซั่นนี้ ซาลาห์ทำแบบนี้มาหลายหนแล้ว แต่มาเน่กับฟีร์มีโน่ ก็ไม่เคยแสดงออกอะไรเลย มาจนถึงเกมนี้แหละ ที่มาเน่ระเบิดออกมาครั้งแรก

แค่อารมณ์ อย่างไรก็ตาม ก็เหมือนที่เจอร์เก้น คล็อปป์บอกนั่นล่ะครับ ว่ามันเป็นแค่อารมณ์ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ และสื่อก็ไม่ควรไปปั้นให้มันใหญ่โตด้วย “เราแต่ละคนก็มีความคิด ความรู้สึกเป็นของตัวเอง คือมันไม่ใช่ว่า สองคนโทรไปด่ากันเสียเมื่อไหร่ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม คือผมก็ไม่ค่อยแฮปปี้หรอก แต่มันไม่เป็นไรเลยจริงๆ” “มาเน่ รู้สึกผิดหวังซึ่งคุณเก็บซ่อนอารมณ์ไว้ไม่ได้ ซึ่งผมชอบนะ แต่เราคุยกันเรื่องนี้แล้ว ทุกอย่างโอเคแล้ว” คล็อปป์นั้นรู้ว่าถ้าเขาโกหกว่าไม่มีอะไร มันจะเป็นประเด็นใหญ่แน่ สู้ยอมรับไปเลยว่ามาเน่ไม่พอใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ใช้การยืนยันว่า เขาได้จัดการแล้ว เพื่อคอนเฟิร์มว่า ไม่มีอะไรดราม่าขนาดนั้น เป็นแค่จังหวะของเกม

เป็นเพื่อนที่เป็นแรงผลักดัน สำหรับผมในเรื่องนี้คิดว่า มาเน่ กับ ซาลาห์ เป็นเพื่อนกัน ไม่มีใครเป็นตัวอิจฉาริษยากันหรอก ทั้งคู่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง แต่แน่นอน ปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขาก็เป็นแรงผลักดันให้กันและกันด้วย ปกติของนักเตะที่ต้องการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทั้งคู่เป็นแอฟริกันเหมือนกัน อายุเท่ากัน เป็นฮีโร่ของชาติเหมือนกัน ซึ่งความสุดยอดของทั้ง 2 คน เป็นแรงขับเคลื่อนให้ลิเวอร์พูลมีความแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ ทีมไหนก็ตามที่ไม่มีคนเก่งคอยแข่งขันกัน และฝากความหวังไว้กับนักเตะคนเดียว มันยากที่จะประสบความสำเร็จ

มาเน่ก็เคยทำ ครั้งหนึ่งมาเน่ เคยเล่นแบบเห็นแก่ตัวมากๆ ดื้อจะยิงไม่ยอมส่ง จนเขาโดนแฟนบอลสับยับว่าทำไม ไม่เลือกจ่ายให้ซาลาห์บ้าง ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆปรับเกมการเล่น ให้สมบูรณ์ขึ้น เช่นเดียวกับซาลาห์ เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าช่วงหลังๆ เขามีความดื้อในตัว ยิ่งในเกมที่ยังยิงไม่ได้ ก็จะทำทุกอย่างให้มีสกอร์ให้ได้ ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยมีใครว่าอะไร ฟีร์มีโน่ก็ใจดีอยู่แล้วยิ้มๆผ่านไป ส่วนมาเน่ ก็เก็บอารมณ์ไว้ไม่ได้ว่าอะไร แต่มาคราวนี้ เมื่อซาลาห์ได้รู้ว่า เฮ้ย เพื่อนไม่พอใจนะ ที่เราดื้อเกินเหตุแบบนี้ เขาก็จะได้รู้ แล้วอนาคตก็จะตัดสินใจได้ดีขึ้นกว่านี้อีก

เรื่องเล็กสำหรับนักบอลอาชีพ การไม่พอใจมันเกิดขึ้นจริง แต่ถามว่าเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นไหม คำตอบคือไม่ มันไม่มีอะไรเลย ทีมใหญ่ทุกทีมเคยมีปัญหานักเตะในทีมบ่นกันเองเยอะแยะ คล้ายๆ อเกวโร่ ตอนโดนเปลี่ยนตัวออกในเกมเจอสเปอร์ส เขามีการโต้คารมเดือดกับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่ถามว่า อเกวโร่เกลียดเป๊ปหรอ ไม่ใช่หรอก มันก็แค่เป็นความรู้สึกแว้บนั้นเท่านั้นว่า “เปลี่ยนกูออกทำไมวะ” มาเน่ ก็คิดคล้ายๆอย่างนั้นแหละ “ทำไมไม่ส่งวะ” คือปัญหามี แต่มันแค่ 1 ซึ่งแฟนบอลไม่จำเป็นต้องขยายความรุนแรงให้มันเป็น 10 หรอกนะ เพราะมันไม่ได้มีอะไรขนาดนั้น

เกมการเล่นของทีมจะแชมป์ บทสรุปของเกมพรีเมียร์ลีก ที่เทิร์ฟมัวร์ ลิเวอร์พูล เก็บสามแต้ม ได้สำเร็จ และเป็นชัยชนะ 100% ในซีซั่นนี้ นำเป็นจ่าฝูงอย่างสวยงาม Talking Point อาจมีแต่คนให้ความสนใจเรื่องมาเน่-ซาลาห์ แต่ถ้าไปโฟกัสในเรื่องอื่นๆ จะเห็นว่าลิเวอร์พูลเล่นได้ดีขึ้นจริงๆ และพร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับแมนฯซิตี้ยาวๆไปทั้งฤดูกาล เกมรุกคมกริบ เกมรับไม่เสียประตูครั้งแรก ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี และต้องมาดูกันว่า เมื่อกลับมาจากเบรกทีมชาติ ที่หงส์ต้องเจอนิวคาสเซิลในนัดที่ 5 ของซีซั่น พวกเขาจะยังรักษาฟอร์มแบบนี้ไว้ได้ต่อไปหรือไม่