เจาะลึกการเล่นเซอร์อเล็ก ปรับการเล่นแมนยูสู่ระบบการเล่นที่ยืดหยุ่น

ระบบการเล่นที่เป็นโลโก้ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาตลอด คือ 4-4-2 แบบออริจินอล มีปีกซ้าย ปีกขวา มิดฟิลด์คู่กลางสองคน และคู่กองหน้า ด้วยแผนนี้ ทีมปีศาจแดงประสบความสำเร็จมากมาย พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหลายสมัย ในยุค 90 บนแผ่นดินอังกฤษ ไม่มีใครทาบยูไนเต็ดได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ค้างคาในใจ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาตลอด คือทำไม แม้จะเล่นได้ดีในอังกฤษ แต่พอไปเล่นเกมยุโรปแล้ว ทีมปีศาจแดงมักจะเสียท่าคู่แข่งอยู่เสมอ ปี 1999 ที่ได้แชมป์ยุโรป มันยิ่งใหญ่มากก็จริง แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลายๆเกม พวกเขาเป็นรองคู่แข่งมากๆ แต่ก็คัมแบ็กกลับมาได้ เพราะความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่น และการแก้เกมเฉพาะหน้าของเฟอร์กูสัน แต่บรรยากาศในเกมยุโรป ที่แมนฯยูไนเต็ด ไล่กดคู่แข่งแบบขาดลอย เหมือนบาร์เซโลน่า ยุคเป๊ป กวาร์ดิโอล่า มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย ตัวผู้เล่นก็แข็งแกร่งไม่เป็นรองใครนี่นา แล้วมันเพราะอะไรกันแน่นะ?

ในฤดูกาล 2000-01 แมนฯยูไนเต็ด ลงเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก พบกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ซึ่งก็ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวอะไร แต่สุดท้าย แพ้ไป 3-1 จากนั้นไม่กี่เกมต่อมา ปีศาจแดง เจออันเดอร์เลตช์ จากเบลเยี่ยม ซึ่งตามหลักควรเอาชนะได้ 4-5 ลูก แต่พอลงสนาม แพ้ไป 2-1 เฟอร์กูสันถึงกับงง ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาทำอะไรผิดพลาดตรงไหน ซึ่งหลังจากวิเคราะห์เกม และศึกษาสถิติทั้งหมดอย่างละเอียด เขาก็ได้คำตอบ ปัญหาคือ ไม้ตายของแมนฯยูไนเต็ด มันใช้ไม่ได้ผล

ทีมปีศาจแดงมีอาวุธหลักคือ เกมเคาน์เตอร์ แอทแท็ก เวลาตัดบอลได้ พวกเขาจะสวนกลับเร็วมาก การเข้าทำจะถ่ายบอลออกปีกซ้าย ปีกขวา แล้วไปถึงกองหน้าตัวจบสกอร์ หนึ่งเพลย์ ใช้เวลาส่งบอลไม่เกิน 10 ครั้ง ก็สามารถยิงประตูได้ ในฟุตบอลอังกฤษพวกเขาอาจเล่นอย่างนั้นได้ เพราะทีมอื่นๆพร้อมจะมาเล่นแลกหมัดกันอยู่แล้ว พอแมนฯยู ตัดบอลได้ ก็สวนกลับเร็ว กองหลังคู่แข่งก็โล่ง คือเกมฟุตบอลอังกฤษมันเข้าทางแมนฯยู อยู่แล้ว

แต่ในเกมยุโรปไม่ใช่อย่างนั้น คู่แข่งในยุโรป จะเล่นอย่างระวังตัวมาก ไม่มีการเปิดแลกสุ่มสี่สุ่มห้า หากไปดูเปอร์เซ็นต์การครองบอล แมนฯยูไนเต็ด เล่นเกมยุโรปทีไร เป็นรองคู่แข่งทุกที นอกจากนั้น กองหลังของทีมจากยุโรป จะไม่ลอยขึ้นมา นั่นทำให้เกมสวนกลับด้วยปีกซ้าย-ขวา ของแมนฯยูไนเต็ดใช้ไม่ได้ผล จากนั้น พอจะเปลี่ยนแผน มาเจาะตรงกลาง พวกเขาก็มีผู้เล่นแค่ 2 คน ในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง

ซึ่งหากไปเทียบกับคู่แข่งที่ใช้ระบบ 4-3-3 หรือ 3-5-2 แมนฯยูไนเต็ด ก็เล่นยากแล้ว เพราะมันแปลว่า กองกลางของแมนฯยูไนเต็ด 2 คน ต้องมาเจอกับกองกลางคู่แข่ง 3 คน คู่แข่งเวลาได้บอล ก็ให้กองกลางเคาะบอลไปมาอย่างใจเย็น กินเวลาเป็นนาที ต่อบอลกันไปเรื่อยๆ มีช่องค่อยเข้าทำ ตรงข้ามกับแมนฯยูไนเต็ด พวกเขาแทบไม่ใช้กองกลางในการขึ้นเกมเลย ถ่ายบอลออกปีกเล่นบอลให้เร็วที่สุด และผลลัพธ์ก็ซ้ำเดิมๆ คือ เสียบอล

“ผมบอกกับนักเตะ และทีมงานทุกคนว่า ถ้าเราไม่สามารถครองเกมแดนกลางได้ดีกว่านี้ เราคงไปไม่ถึงไหน เพราะคู่แข่งอ่านเราออกหมดเลย” มาถึงจุดนี้ เฟอร์กูสันคิดว่าเขาได้คำตอบแล้ว ถ้าอยากให้แมนฯยูไนเต็ด เดินหน้าไปต่อ เขาต้องกล้าเสี่ยง โละระบบ 4-4-2 ออก และหาแผนอื่นที่ จะทำให้ครองเกมเหนือกว่าคู่แข่งเข้ามาแทนที่ และคำตอบนั้นคือ 4-5-1

“เราต้องเปลี่ยนมาเล่น มิดฟิลด์ 3 คน กลางสนาม” นี่คือการประกาศจุดยืนของเฟอร์กูสัน ระบบจาก 4-4-2 คลาสสิค เฟอร์กี้เปลี่ยน เป็น 4-5-1 ขณะที่เกมสวนกลับเร็วที่ขึ้นชื่อ เขาก็เปลี่ยนสไตล์ของแมนฯยูไนเต็ด ให้เล่นช้าลง และครองบอลตรงกลางสนามเป็นหลัก แมนฯยูไนเต็ด ต้องการเอาชนะคู่แข่งให้ได้แบบเบ็ดเสร็จ ครองบอลเหนือกว่า และชนะให้ได้อย่างมีสไตล์ ระบบ 4-5-1 ที่เขาคิด ไม่เหมือน 4-2-3-1 ที่เราเห็นหลายๆทีมเล่นกันในปัจจุบัน แต่ 3 มิดฟิลด์ที่ยืนตรงกลางเป็น CM ทั้งหมด (Central Midfielder) ไม่ใช่ มิดฟิลด์ตัวรับ DM (Defensive Midfielder) และไม่ใช่ กองกลางตัวรุก AM (Attacking Midfielder)

เฟอร์กูสันมองว่า ยิ่งมี CM เยอะก็ยิ่งดี เพราะมันจะทำให้กองกลางสมบูรณ์ และการเล่นบอลแบบ Possession (ครองบอลให้นานที่สุด) คราวนี้ทีมปีศาจแดงก็สามารถทำได้แล้ว แมนฯยูไนเต็ด เปลี่ยนมาใช้ 4-5-1 เป็นแผนหลักของทีม ตั้งแต่กลางฤดูกาล 2000-01 ซึ่งการเปลี่ยนระบบครั้งนี้ แทนที่แมนฯยูไนเต็ด จะเล่นดีขึ้น กลับเจอปัญหาใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ทำให้เฟอร์กูสัน ต้องปวดหัวหาวิธีแก้กันวุ่นวายไปหมด

ปัญหาข้อ 1 – คือแฟนๆไม่พอใจนัก หลายคนมองว่า 4-4-2 คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สโมสร ทีมใช้แผนนี้มายาวนาน และได้ผลดีมาตลอด จะมาเปลี่ยนทำไมล่ะ ? 2.กองหน้าในทีมชุดแชมป์ยุโรปยังอยู่กับทีมครบทั้ง 4 คน คือ ดไวท์ ยอร์ค, แอนดี้ โคล, เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และในระบบ 4-5-1 เท่ากับว่า จะมีพื้นที่ให้กองหน้าตัวเป้าแค่ คนเดียวเท่านั้น มันจะจัดสรรได้อย่างไร ถึงจะพอใจทุกคน

3.ทีมยังไม่มีองค์ประกอบที่ครบถ้วนดีพอ มิดฟิลด์ตัวกลาง มีแค่รอย คีน กับ สโคลส์ เท่านั้นที่เป็นตัวคุณภาพ ขณะที่กองหน้าตัวเป้า ทั้ง 4 คน ที่มี ไม่ใช่หัวหอกประเภทปิดบัญชีได้ด้วยตัวเองคนเดียว ส่วนใหญ่ต้องมีพาร์ทเนอร์ มีคู่เล่นด้วย ถึงจะระเบิดผลงานออกมาได้

มันจึงเกิดคำถามว่า เฟอร์กูสันจะเอาอย่างไร จะล้มเลิกความตั้งใจไหม แล้วกลับมาใช้ 4-4-2 เหมือนเดิม อะไรๆมันจะได้ไม่วุ่นวายมากนัก ปรากฎว่า เฟอร์กี้ “ไม่ยอม” เขาตั้งใจไว้แล้ว และจะไม่เปลี่ยนใจแน่นอน 4-5-1 หรือ 4-3-3 คือแผนที่จะเป็นอนาคตของทีมปีศาจแดง เฟอร์กี้เชื่อแบบนั้น ถ้าหากยังรู้จักแต่ 4-4-2 แมนฯยูไนเต็ดไปถึงไหนได้ไม่ไกลแน่ นักเตะในทีมต้องเล่นระบบ กองกลาง 3 ตัวให้ได้ ทีมจึงจะสมดุล ดังนั้น เฟอร์กูสันจึงแก้ปัญหาไปทีละข้อ

เขาตัดสินใจขายกองหน้า 3 จาก 4 คนชุดยุโรป ทิ้งหมด ขายแอนดี้ โคล กับ ดไวท์ ยอร์ค ไปแบล็คเบิร์น และปล่อยเท็ดดี้ เชอริงแฮม ไปให้สเปอร์ส เก็บเอาโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไว้แค่คนเดียว เพราะโซลชา โอเค ถ้าจะรับบทบาทตัวสำรอง และยังยืดหยุ่นเล่นปีกขวาได้ด้วย จากนั้น เฟอร์กี้ ซื้อ รุด ฟาน นิสเตลรอย จากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร ให้มาเป็นกองหน้าตัวหลักของทีม ตามด้วยทำลายสถิติสโมสรอีกครั้ง ซื้อ ฮวน เวรอน เข้ามาเล่นเป็นมิดฟิลด์ ให้ยืนคู่กับ พอล สโคลส์ และ รอย คีน ไอเดียของเฟอร์กี้ คือ มี เวรอน คีน สโคลส์ เล่นกลาง ขวาเป็น เบ็คแฮม ซ้ายเป็น กิ๊กส์ หน้าเป้าเป็น ฟาน นิสเตลรอย ถ้าเป็นทีมนี้ ไม่ว่าใคร เฟอร์กูสันมั่นใจว่าแมนฯยูไนเต็ดชนะได้หมด

ปัญหาข้อสุดท้ายก็คือแฟนๆ ที่ไม่ชอบแผนนี้มากนัก เพราะมันทำให้เกมของปีศาจแดงช้าลง ไม่เร้าใจเต็มร้อยเหมือนเคย หลังจบฤดูกาล 2001-02 แมนฯยูไนเต็ดจบอันดับ 3 ของลีก แฟนๆขอร้องให้เฟอร์กูสันกลับมาใช้ 4-4-2 เหมือนเดิมอีกครั้ง แต่เฟอร์กี้ปฏิเสธ เขายึดแผน 4-5-1 ต่อไป ในฤดูุกาล 2002-03 และในที่สุด เมื่อนักเตะเข้าใจแผนอย่างถ่องแท้แล้ว แมนฯยูไนเต็ด ก็กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

เมื่อได้ทดลองใช้ 4-5-1 เต็มๆฤดูกาลแล้ว เฟอร์กูสัน และนักเตะในทีม มีความเข้าใจแผนนี้อย่างเต็มตัว ดังนั้นทุกคน จึงสามารถประยุกต์แผนของแมนฯยูไนเต็ด ในพัฒนาไปอีกขึ้น คือสลับไปมาระหว่าง 4-4-2 กับ 4-5-1 และอาจรวมถึง 4-3-3 ได้ตลอดเวลาระหว่างเกม เหมือนในเกม แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิง ปี 2008 ไลน์อัพ อาจจะออกสตาร์ตเป็น 4-4-2 มีคู่หน้าเป็นเตเวซ กับ รูนี่ย์ ปีกซ้ายเป็นโรนัลโด้ ปีกขวาเป็นฮาร์กรีฟส์ คู่กลางเป็นสโคลส์กับคาร์ริก

แต่พอเล่นไปสักพัก ทีมสามารถสลับได้ทันที ให้ฮาร์กรีฟส์ มายืนตรงกลาง ร่วมกับ สโคลส์ และ คาร์ริก และดัน โรนัลโด้ ไปเล่นเป็นกองหน้าร่วมกับรูนี่ย์ และเตเวซ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา ยุค 2006-2009 จึงกลายเป็นยุคทอง ที่ไม่มีใครโค่นได้ เพราะนอกจากนักเตะจะเก่งแล้ว แต่เฟอร์กูสัน ยังสามารถใช้แท็กติกได้หลากหลาย และพลิกแพลงตลอด เทียบกับทีมอื่นที่มีแผนจำกัด ถ้าโดนคู่แข่งจับทางได้ ก็จบแล้ว เรื่องนี้ น่าสนใจตรงที่ สิ่งที่เฟอร์กี้เชื่อ มีแต่คนคัดค้านเต็มไปหมด เขาอยากจะเปลี่ยนระบบ แต่อุปสรรคมันเยอะเหลือเกิน แฟนบอลก็ไม่เห็นด้วย นักเตะเองก็ยังสับสน ตัวผู้เล่นก็ดูไม่พร้อม อย่างไรก็ตาม เขาก็มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ พร้อมทั้งหาข้อมูล และสถิติ มายืนยันในความคิดของตัวเอง เขารู้ว่า ถ้าแมนฯยูไนเต็ดเล่นเป็นแต่ 4-4-2 ทีมคงไปไม่ถึงไหนแน่ ไม่โดนคู่แข่งจับทางได้วันนี้ ก็ต้องโดนจับทางได้ในอนาคตอีกไม่นานอยู่ดี

เฟอร์กี้ทำการบ้านอย่างละเอียด และดูข้อมูลทั้งหมด ก่อนที่ได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่ทีมต้องเปลี่ยนระบบการเล่นแล้ว ถ้าใครถามว่าเปลี่ยนทำไม เขาก็ยกสถิติมาให้ดูได้ มีเหตุผลหักล้างชัดเจน ดังนั้น เราจะเห็นว่า การมีความเห็นต่างจากคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่คุณจะเห็นต่างแบบลอยๆไม่ได้ จะสวนกระแสสังคมดื้อๆไม่ได้ สถิติต้องมี ข้อมูลต้องพร้อมในการตอบโต้ ถ้าโดนถามกลับมา ความเห็นต่างน่ะมันโอเค แต่เห็นต่างแบบไม่มีข้อมูลอะไรในมือเลย ถามจริง แล้วใครจะมาเชื่อเราล่ะ?